วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นโยบายค่าไฟฟ้าใหม่: ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม 2011 เวลา 08:33 น.

จากสภาวการณ์ที่ราคาพลังงานยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน และอาจยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะข้างหน้านั้น ทำให้ภาครัฐต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนโยบายที่เกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใหม่ ซึ่งนโยบายนี้แบ่งเป็นสองส่วนใหญ่ๆ อันได้แก่ 1) การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยจะมีการปรับแก้วิธีการคิดค่าไฟฟ้าฐานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นและโยกย้ายต้นทุนบางส่วนจากค่า Ft เข้าสู่ค่าไฟฟ้าฐาน เพื่อให้ค่า Ft สะท้อนเฉพาะค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า และ 2) การกำหนดนโยบายให้ประชาชนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนและขนาดมิเตอร์ไฟฟ้าไม่เกิน 5 แอมป์ได้ใช้ไฟฟ้าฟรีตามนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ซึ่งการปรับปรุงนโยบายทั้งสองนี้น่าที่จะถูกพิจารณาเพื่อนำไปบังคับใช้เร็วๆนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าการทบทวนปรับเปลี่ยนโครงสร้างค่าไฟฟ้าครั้งนี้ อาจไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมเปลี่ยนแปลงมากนัก อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าฟรีอาจมีผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าบางกลุ่มต้องเข้ามารับภาระแทนเช่น อุตสาหกรรม/ธุรกิจที่ใช้ไฟฟ้ามาก หรือมีสัดส่วนค่าไฟต่อต้นทุนการผลิตรวมที่ค่อนข้างสูง และสำหรับแนวโน้มในระยะข้างหน้านั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าไฟฟ้าโดยรวมยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นอีกจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายค่าไฟฟ้าของภาครัฐ แนวโน้มราคาพลังงาน ต้นทุนจากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการสนับสนุนของภาครัฐที่มีต่อผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน

การปรับโครงสร้างการคำนวณค่าไฟฟ้า: ค่าไฟฟ้าฐานปรับตัวสูง ค่า Ft สะท้อนราคาเชื้อเพลิงมากขึ้น

โครงสร้างการคำนวณค่าไฟฟ้าในปัจจุบันนั้น ประกอบด้วยองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1) ค่าไฟฟ้าฐาน 2) ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และ 3) ภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยค่าไฟฟ้าฐานคำนวณจากต้นทุนของค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง ค่าเชื้อเพลิงฐาน ค่าซื้อไฟฟ้าฐาน และความต้องการกำไรของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง ทั้งนี้ ตามปกติแล้วค่าไฟฟ้าฐานจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย โดยค่าไฟฟ้าฐานในปัจจุบันมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นอัตราที่กำหนดมาตั้งแต่ปี 2543 ส่วนค่าไฟฟ้าผันแปร หรือค่า Ft ประกอบด้วยค่าซื้อไฟฟ้าที่แตกต่างค่าเชื้อเพลิงฐาน ค่าซื้อไฟฟ้าที่แตกต่างจากค่าซื้อไฟฟ้าฐาน กองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า และค่า Adder ที่จ่ายให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กและรายเล็กมาก (SPP และ VSPP) โดย ณ ปัจจุบันค่า Ft อยู่ที่ 95.81 สตางค์ และภาษีมูลค่าเพิ่ม คิดเป็นร้อยละ 7 ของค่าไฟฟ้าฐานรวมกับค่าไฟฟ้าผันแปร

อย่างไรก็ดี เนื่องจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าดังกล่าวได้ใช้มาร่วม 10 ปีจนกระทั่งปัจจุบัน คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือเรกูเลเตอร์ จึงเห็นควรให้มีการปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าให้มีความชัดเจนและโปร่งใสมากขึ้น โดยแจกแจงต้นทุนแต่ละส่วนให้เห็นชัดเจน ซึ่ง กกพ.จะนำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่นี้ไปทำประชาพิจารณ์และนำเสนอเพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ทั้งนี้ การคำนวณค่าไฟฟ้าตามโครงสร้างใหม่อาจเริ่มดำเนินการภายในเดือนกรกฎาคม 2554 โดยประเด็นหลักของการเปลี่ยนแปลง คือ จะทำการปรับเปลี่ยนสมมติฐานเกี่ยวกับการลงทุนและผลตอบแทนของการไฟฟ้าทั้งสามหน่วยงาน รวมทั้งจะนำส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าซึ่งเดิมอยู่ในค่า Ft เข้ามาคำนวณรวมในค่าไฟฟ้าฐานเพื่อให้ค่าไฟฟ้าฐานมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ค่า Ft สะท้อนเฉพาะต้นทุนผันแปรจากค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้า โดยไม่ต้องนำค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นตัวแปรในการคิดค่า Ft อีก

จากข้อมูลโดย กฟผ. โครงสร้างการคำนวณค่าไฟฟ้าที่มีการปรับใหม่นี้ จะทำให้มีการโอนย้ายค่า Ft (ณ อัตราสำหรับรอบเดือน พฤษภาคม-สิงหาคม2554) ทั้งหมดเข้าไปที่ค่าไฟฟ้าฐาน ซึ่งอาจทำให้ค่าไฟฟ้าฐานในเดือนกรกฎาคมปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ค่า Ft เริ่มต้นที่ 0 บาท/หน่วยในเดือนกรกฎาคม ในขณะที่ค่าไฟฟ้ารวมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ค่าไฟฟ้าฐานและค่า Ft ในระยะข้างหน้าภายใต้โครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่นี้ อาจเคลื่อนไหว (Movement)และถูกปรับเปลี่ยนบ่อยขึ้นกว่าเดิม เช่น ค่าไฟฟ้าฐานจะต้องมีการทบทวนใหม่ทุกๆ 5 ปี เพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนบางชนิด จากเดิมที่ไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตั้งแต่ปี 2543 ขณะที่การเคลื่อนไหวของค่า Ft ในช่วงหลังจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไปนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระดับราคาค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ว่า ค่า Ft ในอนาคตจะมีการปรับเร่งตัวเร็วขึ้น และการประมาณการค่า Ft ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ คงจะต้องใช้มุมมองทิศทางข้างหน้า (Forward Looking) ของระดับราคาพลังงานที่เหมาะสมและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตามกำหนดค่า Ft นี้ ก็ยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภาครัฐในแต่ละช่วงเวลาว่าจะมีนโยบายออกมาชดเชยค่า Ft ที่เพิ่มสูงขึ้นหรือไม่อย่างไร

ค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย: ภาระที่ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจต้องแบกรับ

นอกเหนือจากการปรับวิธีการคิดค่าไฟฟ้าใหม่แล้ว ภาครัฐได้ออกมาตรการในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้แก่ภาคประชาชน โดยเมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบให้ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการติดตั้งมิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 แอมแปร์ และใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนได้รับการอุดหนุนค่าไฟฟ้าฟรีเป็นมาตรการถาวรเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ กิจการขนาดกลาง กิจการเฉพาะอย่าง ผู้ซื้อไฟฟ้าตรงจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) และหน่วยงานราชการ จะเป็นผู้รับภาระค่าชดเชย ซึ่งในเบื้องต้นภาครัฐได้ประมาณการเงินชดเชยไว้ที่ 12,000 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 11 สตางค์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ใช้ไป ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจซึ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุด และเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องผิดชอบค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากมาตรการค่าไฟฟ้าฟรีด้วย ดังนี้

 ค่าใช้จ่ายในการชดเชยค่าไฟฟ้าจากนโยบายค่าไฟฟรีจะถูกเกลี่ยให้กับอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้ามาก เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ห้างสรรพสินค้า และอุตสาหกรรมซีเมนต์ แก้วและอโลหะ จากข้อมูลปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมของกฝภ. และกฟน. พบว่า อุตสาหกรรม/ธุรกิจ 9 อันดับแรกที่ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างสูง อาจเป็นผู้รับผิดชอบชดเชยค่าไฟฟ้าร้อยละ 29.9 ของค่าใช้จ่ายในการชดเชยทั้งหมด

ประมาณการค่าไฟฟ้าที่ภาคอุตสาหกรรม/ธุรกิจต้องจ่ายเพิ่มจากนโยบายค่าไฟฟ้าฟรีสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน
อุตสาหกรรม/ธุรกิจ หน่วยไฟฟ้าที่ใช้เฉลี่ยต่อเดือน (ล้านหน่วย) สัดส่วนของต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อต้นทุนทั้งหมด
เหล็ก 441.4 ---11.4%
อิเลกทรอนิกส์ 426.2--- 0.8%
สิ่งทอ 319.5-- 4.4%
ห้างสรรพสินค้า 316.5 --16.0%
ซีเมนต์ แก้ว และอโลหะ 304.1-- 15.5%
พลาสติก 279.3 --8.7%
โรงแรม 239.8 --32.9%
ยานยนต์ 223.5-- 2.1%
เคมีภัณฑ์ 172.0 --6.4%

ที่มา: กฟน. และ กฟภ. ประมาณการโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

 ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมากเท่านั้น แต่จะยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีค่าไฟฟ้าเป็นสัดส่วนของต้นทุนรวมในระดับสูงเช่นเดียวกัน เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล่านี้จำต้องแบกรับต้นทุนการผลิตจากค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็อาจส่งผลกระทบต่อระดับราคาของสินค้าและความสามารถทางการแข่งขันเชิงธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อุตสาหกรรมที่ส่อเค้าว่าจะได้รับผลกระทบในลักษณะเช่นนี้ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนจากค่าไฟฟ้าในสัดส่วนสูงกว่าร้อยละ 10 ขึ้นไป เช่น อุตสาหกรรมการผลิตน้ำแข็ง (ร้อยละ60.6) การประปา (ร้อยละ46.2) โกดังเก็บสินค้า (ร้อยละ44.7) อุตสาหกรรมการโรงแรม (ร้อยละ 32.9) อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (ร้อยละ 24.3) เป็นต้น
alt

แนวโน้มค่าไฟฟ้าในอนาคต

จากที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่านโยบายรัฐที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าจะส่งผลต่อค่าไฟฟ้าทั้งต่อประชาชน ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงแต่โครงสร้างและนโยบายของค่าไฟฟ้าเท่านั้นที่จะกระทบต่อความเคลื่อนไหวของอัตราค่าไฟฟ้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีปัจจัยอื่นๆที่สำคัญต่อการเคลื่อนไหวของค่าไฟฟ้าเช่นเดียวกันซึ่งได้แก่

 สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกและระดับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมีผลต่อราคาเชื้อเพลิงหลักที่นำมาผลิตไฟฟ้า ได้แก่ น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลางปี 2554 นี้ จะมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) 1 ล้านตันเพื่อนำมาใช้ภายในประเทศ หมายความว่าระดับราคาของก๊าซธรรมชาติที่นำมาคิดค่า Ft ก็จะปรับสูงขึ้นจากการนำเข้า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มตามไปด้วย
 การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ การรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านและประเด็นของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ภายในปี 2563 กฟผ.มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่มีกำลังการผลิตรวม 5,382 เมกะวัตต์และการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านรวม 5,668.6 เมกะวัตต์ เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นของประเทศตามแผน PDP 2010 ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจะปรับเพิ่มสูงขึ้นจากการลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่และจากการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวและพม่า นอกเหนือจากนั้น การชะลอการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 1,000 เมกะวัตต์ ก็คงจะส่งผลให้ กฟผ.ต้องจัดสรรแหล่งพลังงานอื่นมาชดเชย ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าปรับสูงขึ้นไปอีกได้
 นโยบายการกำหนดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กและรายเล็กมาก (SPP และ VSPP) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนภายใต้แผนพลังงานทดแทน 15 ปี การกำหนดส่วนเพิ่มจากการอุดหนุนค่าไฟฟ้าในลักษณะนี้ เป็นการเพิ่มต้นทุนต่อการรับซื้อไฟฟ้าของ กฟผ.และจะส่งผลให้ค่าไฟฟ้าฐานปรับเพิ่มขึ้น

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

ภายใต้สถานการณ์ด้านพลังงาน ณ ปัจจุบันซึ่งประเทศมีความต้องการการใช้พลังงานในระดับสูง ในขณะที่ระดับราคาของแหล่งเชื้อเพลิงปรับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ภาครัฐจึงได้ปรับปรุงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับค่าไฟฟ้าสองส่วน ส่วนแรก คือการปรับเปลี่ยนวิธีคิดค่าไฟฟ้าในส่วนของค่าไฟฟ้าฐานและค่าFt เพื่อสะท้อนต้นทุนและสถานการณ์ปัจจุบันในการผลิตไฟฟ้าอย่างถูกต้องเหมาะสมยิ่งขึ้น และส่วนที่สองได้มีออกมาตรการเพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการประเมินผลกระทบในเบื้องต้น พบว่า แม้การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ไม่น่าจะทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมเปลี่ยนแปลงมากนัก

อย่างไรก็ตาม นโยบายค่าไฟฟ้าฟรีถาวรสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าน้อย อาจส่งผลให้ภาระค่าไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นในบางอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมที่น่าจะได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซีเมนต์ แก้วและอโลหะ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนต้นทุนจากค่าไฟฟ้าในระดับที่สูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตน้ำแข็ง การประปา โกดังเก็บสินค้า อุตสาหกรรมการโรงแรม อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ได้สะท้อนถึงสถานการณ์พลังงานที่เริ่มเข้าสู่ภาวะตึงตัวมากขึ้นตามแนวโน้มที่สูงขึ้นของระดับราคาเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันเตาหรือราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งหากระดับราคาน้ำมันเตาและก๊าซธรรมชาติในไตรมาสที่สามของปี 2554 นี้ เพิ่มสูงกว่าที่ กฟผ.ได้คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 23 บาทต่อลิตร และ 252 บาทต่อล้านบีทียูแล้ว ก็อาจมีผลทำให้ค่าไฟฟ้าถูกปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง และถึงแม้ว่าปัจจุบันภาครัฐได้ตั้งสำรองปริมาณไฟฟ้าไว้กว่าร้อยละ 20 ของความต้องการไฟฟ้าไว้แล้ว

แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสถานการณ์ขาดแคลนไฟฟ้าในอนาคตหากการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP 2010 มีความล่าช้าออกไป ดังนั้นหนทางที่ดีที่สุดของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในเวลานี้ ก็คงจะเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกช่วงเวลาในการผลิตเพื่อหลีกเลี่ยงค่าไฟฟ้าแพงในช่วงที่มีความต้องการไฟฟ้าสูง (On Peak) หรือการเปลี่ยนอุปกรณ์ไฟฟ้าในหน่วยงานเป็นอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ซึ่งแนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าแล้ว แต่จะยังสามารถช่วยลดภาระของประเทศในการที่จะต้องจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย

แหล่งข่าว ฐานเศรษฐกิจ

ธพ.ลุยเยี่ยมปั๊มคุณภาพพื้นที่อีสานเข้มเร่งพัฒนามาตรฐานเพิ่ม

กรมธุรกิจพลังงานเข้มพัฒนาควบคู่ส่งเสริมปั๊มน้ำมันคุณภาพตามโครงการ“ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ” ปี 3 ออกเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันจังหวัดอุดรธานี-หนองคายที่ได้รับรางวัล

นางพูนทรัพย์ สกุณี รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยถึงมาตรการยกระดับมาตรฐานสถานีบริการน้ำมันตามโครงการ“ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ ”(ปี 3)ว่า ได้สร้างรูปแบบการแข่งขันการให้บริการ มีผลโดยตรงต่อภาพพจน์ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โดยมีหลักเกณฑ์พิจารณา 4 ส่วนคือ 1.ระบบควบคุมคุณภาพน้ำมัน 2.ระบบควบคุมความปลอดภัย 3.ระบบควบคุมความสะอาด สุขอนามัยและมาตรฐานการบริการ และ 4.การปฏิบัติและประชาสัมพันธ์เผยแพร่กฎหมายควบคุมการจำหน่ายและดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อรณรงค์ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุเนื่องจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับยานพาหนะ

สำหรับโครงการปี 3 นี้ มีสถานีบริการน้ำมันเข้าร่วมทั้งสิ้นจำนวน 1,134 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสถานีบริการน้ำมันที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้นจำนวน 745 แห่ง แบ่งเป็นเหรียญทองจำนวน 319 แห่ง เหรียญเงินจำนวน 254 แห่ง และเหรียญทองแดงจำนวน 172 แห่ง ทั้งนี้ ในปีนี้ได้เพิ่มเหรียญพิเศษสำหรับสถานีบริการน้ำมันที่สามารถรักษาคุณภาพมาตรฐานระดับเหรียญทองต่อเนื่อง 3 ปี ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 71 แห่ง ทั้งนี้สถานีบริการน้ำมันในจังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย ที่ผ่านการคัดเลือกทั้งสิ้นจำนวน 17 แห่ง แบ่งเป็นเหรียญทองจำนวน 7 แห่ง เหรียญเงินจำนวน 5 แห่ง และเหรียญทองแดงจำนวน 5 แห่ง

นายมนัสนันท์ เที่ยงมนต์ ผู้จัดการ บริษัท เพียวพลังงานไทย จำกัด (สาขา 55) อ.หนองหาน จ.อุดรธานี กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่สถานีบริการของตนได้ผ่านการประเมินจากโครงการ“ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ” ปี 3 ในระดับเหรียญทองแดง เพราะสถานีบริการน้ำมันแห่งนี้ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวทุกปีแต่ไม่ได้รับรางวัลใดๆ จึงทำให้สถานีบริการน้ำมันของเราต้องปรับปรุงแล้วพัฒนาให้ดีขึ้นให้ได้มาตรฐานตามที่ กรมธุรกิจพลังงาน กำหนดเอาไว้ ซึ่งก็ทำให้ในปีนี้ได้รับรางวัลเป็นปีแรก และเร็วๆ นี้จะมีการปรับภูมิทัศน์โดยรอบสถานีบริการให้มีความร่มรื่นมากขึ้น เพื่อจะทำให้เป็นที่พักผ่อนแก่ผู้ที่มาใช้บริการ อีกทั้งจะเพิ่มร้านค้า ร้านอาหาร และห้องน้ำที่สะอาดเพิ่มขึ้นด้วย

นายพิเชษฐ ตันเทอดทิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีซีเอชดี เวลลอปเมนท์ จำกัด (เอสโซ่) อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า หลังจากที่สถานีบริการน้ำมันได้มาตรฐานประเภทเหรียญเงิน ก็ทำให้มีผู้เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น และสามารถช่วยสร้างยอดขายอีกด้วย ทั้งนี้เพราะผู้บริโภคมั่นใจในมาตรฐาน และการบริการที่ดี รวมไปถึงสามรถสร้างความน่าเชื่อให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตามเรายังต้องปรับปรุง รักษามาตรฐาน และพัฒนาสถานีบริการในด้านต่าง ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม การบริการที่ดี ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะและเพียงพอแก่ผู้มาใช้บริการ ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการบริการนวดแผนโบราณให้บริการแก่ลูกค้าที่แวะเข้ามาในสถานีบริการของเรา อีกทั้งเพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับคนในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้อยากให้โครงการ “ปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการ” ของกรมธุรกิจพลังงาน จัดการประกวดทุกปีเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี


แหล่ง ข่าวสยามรัฐ

วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พบเด็กไทยฟันผุอื้อซ่า แนะดื่มนมฟลูออไรด์ป้องกั

นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ว่า จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติพบว่า เด็กอายุ 6 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 87.4 สำหรับเด็กอายุ 12 ปี เป็นโรคฟันผุร้อยละ 57.3 และคาดว่าจะมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเด็กในเขตกรุงเทพมหานครและเขตชนบท กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ร่วมกับโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินโครงการนมฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุในประเทศไทยขึ้น ภายใต้การสนับสนุนด้านวิชาการจากองค์การอนามัยโลก และงบประมาณสนับสนุนบางส่วนจากมูลนิธิ The Borrow Foundation ประเทศอังกฤษ ด้วยการผลิตนมเสริมฟลูออไรด์ในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตั้งแต่ปี 2543 นำร่องในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

แหล่งข่าว มติชน

สถานการณ์วัณโรคไทยน่าห่วง เหตุเพราะผู้ป่วยกินยาไม่ต่อเนื่อง

นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวเมื่อ วันที่ 17 พฤษภาคม ว่า สถานการณ์ของวัณโรคในประเทศไทยยังมีความน่าเป็นห่วง โดยที่องค์การอนามัยโลกได้จัดอันดับประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่มีปัญหาด้านวัณโรคเป็นลำดับที่ 17 จากกลุ่ม 22 ประเทศที่ยังมีปัญหาอยู่ ขณะที่อัตราความสำเร็จของการรักษาอยู่ที่ร้อยละ 83 ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ที่ร้อยละ 85 ซึ่งแสดงว่าการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อวัณโรคในไทยยังไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากหลายๆ ปัจจัยโดยเฉพาะปัญหาผู้ป่วยกินยาไม่ต่อเนื่อง สิ่งสำคัญต้องมีการรณรงค์และกวาดล้างวัณโรคให้ลดน้อยลงและหยุดระยะการแพร่เชื้อ โดย สปสช.ได้จัดชุดสิทธิประโยชน์ของการดูแลรักษาผู้ป่วยวัณโรค ปี 2554 ครอบคลุมการรักษาด้วยยาต้านเชื้อวัณโรค 2 กลุ่ม คือสูตรพื้นฐานและสูตรดื้อยา ซึ่ง สปสช.สนับสนุนให้โรงพยาบาลสำหรับรักษาผู้ป่วยผ่านระบบการบริหารยาขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) โดยตั้งเป้ารักษากลุ่มผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง จำนวน 60,000 ราย จัดสรรงบฯทั้งสิ้น 240.9 ล้านบาท แบ่งเป็นค่ายาต้านเชื้อวัณโรค 149 ล้านบาท การชดเชยบริการรักษา 74 ล้านบาท และการสนับสนุนการคัดกรองและค้นหาผู้ป่วย 18 ล้านบาท

ทั้งนี้ สถานการณ์วัณโรคของโลกในปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกรายงานว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั่วโลกติดเชื้อวัณโรคแล้ว และความชุกของผู้ป่วยวัณโรคมีประมาณ 14-15 ล้านคน โดยครึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังแพร่เชื้อ และแต่ละปีมีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 9.2 ล้านคน โดยร้อยละ 95 อยู่ในประเทศที่กำลังพัฒนา และมีผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิตประมาณ 1.7 ล้านคน หรือร้อยละ 98 อยู่ในประเทศที่ยากจน


แหล่งข่าว มติชน

นายกฯมอบ “สาทิตย์” ศึกษาแนวรับมืออุทกภัยล่วงหน้า พร้อมบรรจุลงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11

ครม. รับทราบรายงานตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอรายงานการจัดการภัยพิบัติและการฟื้นฟูบูรณะหลังการเกิดภัย เพื่อใช้ในการเตรียมการเบื้องต้น หากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในอนาคต

จากรายงานข้อมูล World Disaster Report พบว่า มีผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทั่วโลกกว่า 4 พันล้านคน และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศลดลง ด้านธนาคารโลกประเมินว่า ภัยพิบัติจะส่งผลกระทบต่อรายได้ประชาชาติของประเทศต่างๆ ประมาณร้อยละ 1 – 15

ทั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลเปรียบเทียบจากกรณีศึกษาประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ การเกิดพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2548, พายุไซโคลนนาร์กิส ประเทศพม่า ปี 2551, เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่เกาะฮอนซู ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 การเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ปี 2547, เหตุการณ์อุทกภัยในประเทศไทย ปี 2553 และเหตุการณ์อุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่ภาคใต้ มีนาคม 2554

ซึ่งพบว่าเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงมากที่สุด คือ แผ่นดินไหวและสึนามิที่เกาะฮอนซู ประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายเทียบเท่าค่า GDP ของประเทศไทย ในขณะที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดถึง 11,168 คน

ด้านความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วโลก สหรัฐอเมริกาได้มีการบริหารจัดการภัยพิบัติภายในประเทศ ด้วยวิธีการจัดตั้งหน่วยงานจัดการภัยพิบัติระดับชาติ Federal Emergency Management Agency : FEMA และหน่วยป้องกันภัยของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งมีการเตรียมพร้อมและระบบแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ

ขณะที่การบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศญี่ปุ่น มีการเตรียมการรองรับที่ความก้าวหน้าและทันสมัยที่สุดในโลก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีโครงสร้างการบริหารจัดการภัยพิบัติจาก “สภาพการจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ” ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ด้านนโยบายและสั่งการเมื่อเกิดภัยพิบัติระดับประเทศ ใช้เครื่องมือสำคัญ เช่น ระบบข้อมูลสารสนเทศเพื่อการจัดการภัยพิบัติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ E-Japan Program โดยระบบข้อมูลสารสนเทศนี้มีการวางระบบตั้งแต่ปี 2548

ทั้งนี้สำนักงานฯ ได้มีข้อเสนอประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการจัดการภัยพิบัติของประเทศ เพื่อประกอบการกำหนดนโยบายในอนาคต รวม 5 ข้อ คือ 1.พัฒนากลไกการบริหารจัดการภัยพิบัติ โดยเพิ่มบทบาทของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยให้เป็นกลไกระดับชาติ โดยนายกฯ สามารถบัญชาการและสั่งการได้ทันที และกำหนดให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลภัยพิบัติที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยให้ส่วนราชการและเอกชนจัดทำแผนปฏิบัติการรองรับภายใต้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2550

2.ส่งเสริมระบบงานอาสาสมัครของประเทศตามาตรฐานสากล 3.จัดระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนและท้องถิ่น ด้วยวิธีการวางระบบฝึกอบรม เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติต่างๆ โดยมีชุมชนเป็นฐานการพัฒนาที่สำคัญ 4.ผนึกกำลังของภาคส่วนต่างๆ เช่น ภาครัฐ เอกชน สื่อมวลชน ฯลฯ โดยรัฐควรให้การสนับสนุนและช่วยประสานเชื่อมโยงพลังกลุ่มต่างๆ เพื่อทำงานร่วมกันให้บรรลุวัตถุประสงค์

5.ผนวกมาตรการด้านการจัดการสาธารณภัยไว้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนา เช่น ระบบฐานข้อมูล ระบบการสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานที่ออกแบบอย่างดีคำนึงถึงความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ รวมทั้งงานศึกษาวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติและพัฒนาประเทศไปพร้อมกัน โดยทางสภาพัฒนฯ จะนำเสนอไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ต่อไป

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำกับติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยเป็นผู้ดูแล (คชอ.) นำข้อมูลข้างต้นกลับไปศึกษาเพื่อเตรียมการเบื้องต้น หากเกิดเหตุการณ์อุทกภัยในอนาคต


แหล่งข่าว มติชน

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จัดงาน “บรมราชกุมารี พระบารมีผลิบานไม่สิ้นสุด”





องค์ประธานมูลนิธิรามาธิบดีฯ มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จึงได้จัดงาน บรมราชกุมารี พระบารมีผลิบานไม่สิ้นสุด ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแชงกรี-ลา เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้ำพระทัยอันงดงามของพระองค์ที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและผลิบานแผ่ไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด ประดุจดังดอกม่วงเทพรัตน์ ดอกไม้ในพระองค์ที่ผลิบานงดงามมิเสื่อมคลาย

ศ.นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและประธานกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานและกล่าวสดุดีว่า วันที่ 2 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่มีความหมายและสำคัญยิ่งของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ที่ได้มีโอกาสร่วมแรงร่วมใจกัน จัดงานพิธีเฉลิมพระเกียรติขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและถวายพระพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโครงการและทรงอุปถัมภ์โครงการมากมายหลายสาขา อาทิ หน่วยแพทย์พระราชทาน รับผู้ป่วยไว้ในพระราชูปถัมภ์ ทรงช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ให้ได้รับการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพและมีแนวทางประกอบอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคง ทรงรับมูลนิธิรามาธิบดีฯ ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งยังพระราชทานนามอาคารหลังใหม่ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีว่า อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2554 นี้

บริเวณงานมีการจัดแสดงนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ได้สนับสนุนงานด้านสาธารณสุขของประเทศและประชาชนชาวไทยผ่านมายังโครงการต่างๆ ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ และจัดซุ้มดอกไม้อย่างสวยงามเพื่อให้ผู้ที่มาร่วมงานได้ร่วมลงนามถวายพระพรแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนภายในงานได้รับเกียรติจากนักร้องรับเชิญกิตติมศักดิ์อย่าง ตู่ นันทิดา อัศวเหม และ กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ที่จะมาพร้อมกับเสียงร้องคุณภาพและคงเอกลักษณ์ไว้อย่างไม่เสื่อมคลาย ด้วยเพลงที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี อาทิ ทรายกับทะเล วิมานดิน ขอเป็นคนหนึ่ง โดย นันทิดา และ ปาฏิหาริย์ เติมไม่เต็ม ขีดเส้นใต้ สายชล จาก ทรงสิทธิ์

นันทิดา อัศวเหม กล่าวว่า ยินดีมากที่ได้มาร่วมงานในวันนี้ เพราะเราทราบดีว่าพระองค์ท่านทรงเหนื่อยและตั้งพระทัยที่จะช่วยเหลือประชาชนเพียงใด การที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งก็ทำให้เราภูมิใจ ตู่มาร้องเพลงให้กับมูลนิธิฯ หลายครั้งแล้ว รู้สึกชื่นใจทุกครั้งที่มา ได้เห็นคนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือกัน มูลนิธิรามาธิบดีฯ ถือเป็นองค์กรการกุศลองค์กรหนึ่งที่ช่วยเหลือผู้ป่วย ช่วยเหลือคนไทยมามากมายเหลือเกิน




มูลนิธิรามาธิบดีฯ มีการดำเนินการช่วยเหลือสังคมและผู้ยากไร้มานานกว่า 40 ปีแล้ว ด้วยปณิธานที่มุ่งหวังเพื่อเป็นที่พึ่งหลักให้กับคนยากไร้ในสังคม ซึ่งอาจไม่สามารถดำเนินตามปณิธานอันแรงกล้าได้อย่างราบรื่นหากขาดการสนับสนุนจากน้ำใจของคนไทยทุกท่านที่ได้ร่วมบริจาคเงินมายังมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องเสมอมา ในค่ำคืนเดียวกันนี้ แขกผู้มีเกียรติทุกท่านก็ได้มาร่วมงานเพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และได้ร่วมบริจาคเงินมูลค่ารวมทั้งสิ้น 56,932,000 บาท เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ สำหรับใช้ในอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ซึ่งเมื่อเปิดให้บริการจะสามารถรองรับผู้ป่วยได้ปีละ 1.2 ล้านคน และเป็นศูนย์รักษาโรคซับซ้อนมาตรฐานระดับเอเชียที่จะกลายเป็นความหวังของผู้ป่วยอีกจำนวนมาก โดยขณะนี้ตัวอาคารได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่ยังขาดอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์อีกมาก จึงจะสามารถเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบได้

พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้กล่าวขอบคุณน้ำใจของผู้บริจาคทุกท่านในนามของมูลนิธิรามาธิบดีฯ และให้คำสัญญาว่ามูลนิธิฯ จะนำเงินจำนวนดังกล่าวนี้ไปช่วยเหลือผู้ป่วย และช่วยเหลือสังคมไทยอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ต้องขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่ได้มาร่วมแสดงพลังแห่งการให้อันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ด้วยน้ำใจอันดีงามหรือการให้ความช่วยเหลือในทุกโอกาส ทางมูลนิธิจะนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยต่อยอดสร้างคุณค่าแก่สังคม ให้เกิดเป็นวัฏจักรบุญที่แผ่ขยายส่งต่อกันไป เพื่อให้สมกับพระราชดำริ และพระเมตตาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงมีพระบารมีเปรียบเสมือนดอกม่วงเทพรัตน์ที่จะบานให้คุณค่าอย่างไม่สิ้นสุด

ขอเชิญท่านร่วมบริจาคสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่ออาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ ได้โดยตรงที่มูลนิธิรามาธิบดี รพ.รามาธิบดี หรือบริจาคผ่านทางบัญชีออมทรัพย์ ชื่อบัญชี "อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์" ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารามาธิบดี เลขบัญชี 026-4-16660-6, ธนาคารกรุงเทพ สาขาประดิพัทธ์ เลขบัญชี 113-4-83707-7 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-201-1111

กทม.เตรียมปรับภาพลักษณ์สถานธนานุบาลทั้ง 20 แห่ง

กทม.เตรียมปรับภาพลักษณ์สถานธนานุบาลทั้ง 20 แห่ง

กรุงเทพฯ 20 พ.ค.- กทม.เตรียมปรับโฉมโรงรับจำนำ เทียบเท่าธนาคาร พร้อมนำเครื่องสแกนลายนิ้วมือมาใช้แทนการพิมพ์ลายนิ้วมือ ตั้งเป้าปรับโฉมทั้ง 20 แห่งให้แล้วเสร็จภายในต้นปี 2556

นายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยมการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของสถานธนานุบาล หรือโรงรับจำนำของ กทม. ที่สาขาประดิพัทธ์ ซึ่งทำเป็นสาขานำร่องในการดำเนินการปรับปรุงรูปแบบให้มีความสวยงาม ทันสมัยว่า สถานธนานุบาลแห่งนี้ถือเป็นสาขานำร่องในการปรับปรุงรูปโฉมให้มีความสะดวกและทันสมัยเทียบเท่าธนาคารพาณิชย์ ตามนโยบายของ กทม.ที่ต้องการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการ โดยปรับปรุงด้านกายภาพ ใช้กระจกนิรภัยแทนลูกกรงในช่องบริการ มีโทรทัศน์และมุมหนังสือให้บริการระหว่างรอรับบริการ จัดเตรียมมุมเครื่องดื่มและน้ำสะอาดไว้บริการ พร้อมนำเครื่องสแกนลายนิ้วมือมาใช้แทนการพิมพ์ลายนิ้วมือด้วยหมึก ซึ่งประชาชนจะใช้เวลาในการรับบริการไม่เกิน 5 นาทีต่อคน และเปิดให้บริการตรวจสอบทรัพย์สินและประเมินราคาฟรีด้วย

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงภาพลักษณ์ให้ครบทั้ง 20 สาขา จะเสร็จภายในต้นปี 2556 หรือก่อนครบวาระของผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งใช้งบประมาณในการปรับโฉมประมาณ 1 ล้านบาทเศษต่อสาขา นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังเตรียมพิจารณาเปิดให้บริการตู้รับฝากทรัพย์สินแบบธนาคารพาณิชย์เพื่อเพิ่มรายได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย

รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า ยอดผู้มาใช้บริการสถานธนานุบาลในปีนี้ถือว่ามียอดสูงขึ้นมากโดยในปีที่ผ่านมา (2553) มียอดผู้ใช้บริการประมาณ 3 แสนคน แต่ช่วงครึ่งปีนี้มีมาใช้บริการแล้วกว่า 2 แสนคน เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีประกอบกับเป็นช่วงใกล้เปิดเทอม จึงมีผู้มาใช้บริการอย่างมาก กทม.ได้เตรียมโครงการลดดอกเบี้ยสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม เพื่อแบ่งเบาภาระในด้านการศึกษา ระหว่างวันที่ 1 เมษายน - 31 พฤษภาคมนี้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.50 ต่อเดือน สำหรับการจำนำต่อรายรวมไม่เกิน 70,000 บาทตลอดช่วงโครงการ เพียงนำเอกสาร แสดงความสัมพันธ์ของผู้ปกครองกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือเอกสารที่แสดงความเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ใช้ประกอบการใช้ลดดอกเบี้ย. -สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย

สลดรถทับ 3 ขวบดับอนาถ

สลดรถทับ 3 ขวบดับอนาถ

สุดสลดรถทับเด็ก 3 ขวบดับอนาถ คนขับอาศัยช่วงชุลมุนทิ้งรถหลบหนีไปตามระเบียบ

วันนี้ 20 พ.ค. พ.ต.ท.ภูริต โดยชื่นงาม พนักงานสอบสวน สภ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รับแจ้งเกิดอับติเหตุรถชนเด็กได้รับบาดเจ็บ ภายในซอยมิตจิตสมาน ถนนพระปกเล้า เขตเทศบาลเมืองหัวหิน จึงไปตรวจสอบพร้อมมูลนิธิสว่างหัวหินธรรม ที่เกิดเหตุ พบรอยเลือดกองโตอยู่ด้านล้อรถโตโยต้าแวน สีเขียวหมายเลข ทะเบียน ฌข 46 ประจวบคีรีขันธ์ ส่วนคนเจ็บถูกนำส่ง รพ.หัวหินไปและเสียชีวิตระหว่างทาง ทราบชื่อ ด.ช.ภัทรพลหรือน้องพอ กุลสอนนาม อายุ 3 ขวบ สภาพศพกระดูกซี่โครง และคอหัก โดยมีนางวงเดือน โต๊ะทอง อายุ 29 ปี มารดาร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าแทบขาดใจ ส่วนคนขับอาศัยช่วงชุลมุนทิ้งรถหลบหนีไป อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวมาสอบสวนดำเนินคดีต่อไป.






ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

3 สถาบันทางการแพทย์ไทยร่วมจัดการประชุมวิชาการทางการแพทย์

3 สถาบันทางการแพทย์ไทยร่วมจัดการประชุมวิชาการทางการแพทย์

อิมแพคฯ 20 พ.ค. - ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และ ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน คณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าวความพร้อมในการจัดการประชุมวิชาการร่วมกัน 3 สถาบัน หรือ JCMS 2011: Joint Conference in Medical Sciences 2011 ภายใต้แนวคิด "84 พรรษาองค์ราชัน สามสถาบันเทิดไท้ วิชาการแพทย์ก้าวไกล สุขภาพประชาไทยยั่งยืน" ในระหว่างวันที่ 15-18 มิถุนายน 2554 เพื่อเป็นการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความรู้ทางการแพทย์ ระหว่างแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกรรม นักกายภาพบำบัด และประชาชนทั่วไป เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ

ในการประชุม 3 วันแรก จะเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มแพทย์ ซึ่งในขณะนี้มีแพทย์ทั่วประเทศสมัครร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และเข้าฟังการศึกษาวิจัยทางการแพทย์จำนวนกว่า 7,000 คน และในวันที่ 18 มิถุนายน จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปร่วมรับฟังความรู้ทางด้านสุขภาพ และการตรวจคัดกรองสุขภาพทั้งโรคธาลัสซีเมีย การทดสอบสมองในผู้สูงอายุ ตรวจภาวะมวลกระดูก คัดกรองโรคหัวใจ และอบรมค่ายความดันโลหิตสูง .- สำนักข่าวไทย




ที่มา : สำนักข่าวไทย

ปปท.เตรียมเชือดพนักงานที่ดินออกโฉนดโดยมิชอบ

ปปท.เตรียมเชือดพนักงานที่ดินออกโฉนดโดยมิชอบ

ปปท.เตรียมเชือดพนักงานที่ดิน ใน จ.เชียงราย ออกโฉนดโดยมิชอบ มีชื่อกลุ่มนายทุนเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์

วันที่ 20 พ.ค. นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) นายทนงศักดิ์ธรรมโม ผอ.ส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า พร้อม เจ้าหน้าที่ ปปท. เจ้าหน้าที่ป่าไม้และกลุ่มชาวบ้านว่า 100 คน เข้าตรวจสอบที่ดินบริเวณพื้นที่บ้านห้วยกั้ง ดอยแง่ม และ ม่อนป่าเคราะห์ ต.แม่อ้อ อ.พาน จ.เชียงราย เนื้อที่กว่า 1,275 ไร่ หลังจากได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า ถูกนายทุนยึดไปออกโฉนดถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ ทั้งที่พื้นที่เป็นแหล่งต้นน้ำที่ชาวบ้านใน ต.แม่อ้อ อ.พาน และ ต.ดอยลาน อ.เมืองเชียงราย ใช้เป็นแหล่งทำกินหาของป่าเลี้ยงชีพมานานนับ 100 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า สภาพพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงและในอดีตเป็นป่าสมบูรณ์ มีต้นไม้ใหญ่อยู่หนาแน่น ถูกแผ้วถางจนเป็นพื้นที่โล่งเตียนและบางจุด มีการปลูกต้นยางพาราไปแล้วบางส่วน จนไม่เหลือสะภาพป่าเดิม และจากการตรวจสอบเอกสารไปยังกรมที่ดิน พบว่ามีการขอออกโฉนดไปแล้วเมื่อปี 37โดยมีรายชื่อชาวบ้านประมาณ 73 คนเป็นผู้ขอออกโฉนด แต่มีชื่อของกลุ่มนายทุนเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์

นายอำพล เปิดเผยว่า พื้นที่ทั้งหมดยังเป็นป่าสมบูรณ์ แต่เจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่อไปในทางทุจริต จะได้สรุปการผลการสอบสวนส่งให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ชี้มูลความผิด และต้องส่งเรื่องให้ รมว.กระทรวงยุติธรรม นำเรียนเสนอไปยังนายกรัฐมนตรี เพื่อสั่งการให้กระทรวงมหาดไทย ที่กำกับดูแลกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้งหมด และดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบ.






ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ชี้การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ไม่คืบ เหตุบริษัทบุหรี่ยังหนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

ชี้การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ไม่คืบ เหตุบริษัทบุหรี่ยังหนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

กรุงเทพฯ 20 พ.ค. - เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ชี้การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ไม่คืบหน้าเพราะบริษัทบุหรี่ท้าทายกฎหมายโลก ให้การสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคมในหลากหลายรูปแบบ ด้านนักวิชาการเรียกร้องหน่วยงานต่าง ๆ หยุดรับเงินสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยว่า การรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกขององค์การอนามัยโลก "พิทักษ์สิทธิตามกฎหมาย มุ่งสู่สังคมไทยปลอดบุหรี่" โดยเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ เร่งดำเนินการภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ โดยเฉพาะ ม.13 ที่ระบุห้ามโฆษณาและส่งเสริมการขายไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม ขณะที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติและโรงงานยาสูบได้ฝ่าฝืนท้าทายกฎหมายทำกิจกรรมที่อ้างว่าเพื่อสังคม เช่น สนับสนุนเป็นเงินให้กับโรงเรียน มูลนิธิ บริจาคสิ่งของเพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ที่เป็นบริษัททำลายสุขภาพประชาชน ทำให้โรงเรียนหรือชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนเงินเกิดความสัมพันธ์อันดีเหมือนปิดปาก ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ไม่คืบหน้า จากข้อมูลล่าสุดพบว่า คนไทยยังสูบบุหรี่สูงถึง 12.5 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาย หรือร้อยละ 45.6 เป็นหญิงร้อยละ 3 อีกทั้งยังพบว่าผู้หญิงมีแนวโน้มสูบบุหรี่สูงขึ้น หวังให้การเลือกตั้งครั้งนี้จะทำให้การเมืองนิ่ง เพื่อที่รัฐบาลจะได้ใส่ใจเอาผิดกับบริษัทบุหรี่ที่ท้าทายกฎหมายโลกได้

ด้าน ผศ.กิตติ กันภัย จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า บริษัทบุหรี่ข้ามชาติและโรงงานยาสูบได้ละเมิดกฎหมายควบคุมยาสูบโลกอย่างแน่นอน ด้วยการสร้างเครื่องหมายตราสินค้าบนผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าที่วัยรุ่นใส่ การขายสูบทางออนไลน์ โฆษณาแฝงทางภาพยนตร์ กลยุทธ์พริตตี้ทูตส่งเสริมการขาย การเป็นสปอนเซอร์กิจกรรมต่าง ๆ ของโรงงานยาสูบ เครือข่ายรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่จึงขอให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ โรงเรียน สมาคม มูลนิธิให้ยุติการรับเงินสนับสนุนจากบริษัทบุหรี่ทันที.- สำนักข่าวไทย




ที่มา : สำนักข่าวไทย

เด็ดหัว“มะแอ อภิบาลแบ”โจรใต้ค่าหัว2ล.

เนื้อหาข่าว

ผู้ว่าฯ ยะลา ยัน 1 ใน 4 คนร้ายที่ถูกวิสามัญฯ ที่ธารโต เมื่อเช้า คือ “มะแอ อภิบาลแบ” แกนนำโจรใต้ชื่อดัง แม่ยันศพลูกชายจริง

วันนี้ (20 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานล่าสุด กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสนธิกำลังทหารพรานจากกรมทหารพราน 47 จำนวน 30 นาย เข้าปิดล้อมพื้นที่เป้าหมาย หมู่ 3 บ้านจาเราะแป ต.ธารโต รอยต่อ หมู่ 2 บ้านบัวทอง ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา แล้วเกิดการยิงปะทะกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงกลุ่มของนาย อาแซ ฮูลู แกนนำก่อเหตุรุนแรงระดับปฏิบัติการ หลังจากสืบทราบว่า กลุ่มของนายอาแซ พร้อมอาวุธปืนเข้ามากบดานอยู่ในบริเวณดังกล่าว ก่อนที่จะเกิดการยิงปะทะกับกลุ่มคนร้ายเป็นเหตุให้มีคนร้ายเสียชีวิต 4 ราย ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย เหตุเกิดเมื่อเวลา 06.30 น.ของวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา ตามข่าวที่ได้เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด นายกฤษฎา บุญราช ผวจ.ยะลา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคนร้ายที่เสียชีวิตทั้ง 4 ราย อีกครั้ง พบว่า 1 ใน 4 ของคนร้ายคือ นายมะแอ อภิบาลแบ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 1 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เนื่องจากมารดาของนายมะแอ อภิบาลแบ ได้เดินทางมาดูศพแล้วยืนยันเป็นลูกชายจริง จากนั้นนำศพกลับไปทำพิธีทางศาสนาแล้ว ส่วนศพที่เหลือคือทราบชื่อ คือ นายมูสตอปา แนลูแล นายมูฮัมมัดยูซุป ตือนา และ นายอาแซ ฮูลู และนายมะสอบรี วาซู

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายมะแอ อภิบาลแบ อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 73 หมู่ 1 ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นแกนนำก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ มีรางวัลค่าหัวสูงถึง 2 ล้านบาท มีหมายจับในคดีความมั่นคงจำนวนมาก ประกอบด้วยหมายจับที่ 442/2550 ลงวันที่ 19 ต.ค. 50 คดียิงรถตู้หาดใหญ่-เบตง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย เมื่อวันที่ 14 มี.ค.50 หมายจับที่384/49 ลงวันที่ 22 ก.ย.49 ลอบวางระเบิด พ.อ.สุทธิศักดิ์ ประเสริฐศรี ผบ.ฉก.ยะลา 1 เสียชีวิต เมื่อวันที่ 26 ส.ค.49 และหมายจับในคดีลอบวางระเบิด ซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ อีกรวม 14 คดี

เจ้าหน้าที่ทหารชุด ฉก.ยะลา 16 และตชด.44 สนธิกำลังกันเข้าปิดล้อมตรวจค้นเทือกเขา เขตติดต่อระหว่าง อ.ธารโต และ อ.เบตง ตั้งแต่ช่วงดึกที่ผ่านมา หลังรับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบเข้ามาเคลื่อนไหวฝึก อาวุธ โดยเจ้าหน้าที่พยายามใช้เครื่องขยายเสียงประกาศให้ออกมามอบตัว แต่กลับถูกยิงใส่ก่อนเปิดฉากปะทะกันเป็นระลอก จนช่วงเช้าเข้าเคลียพื้นที่พบกลุ่มแนวร่วมก่อความสมไม่สงบ เสียชีวิต 4 ราย อาวุธปืน อาก้า 2 กระบอก อุปกรณ์การยังชีพในป่และ อาหารแห้งจำนวนมาก

คาร์บอมบ์สุไหงปาดี เจ็บ 9

ต่อมา เมื่อเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน ร.ต.ต.อนุรักษ์ กลางณรงค์ ร้อยเวร สภ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส รับแจ้งมีเหตุ จยย.บอมบ์ เกิดขึ้นที่บริเวณภายในซอยจารุเสถียร 4 เขตเทศบาลตำบลปะลุรู จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.พีระพล ณ พัทลุง ผกก.สภ.สุไหงปาดี นายจำนัล เหมือนดำ นายอำเภอสุไหงปาดี พ.ต.ท.กระจ่าง รักษ์ณรงค์ หน.กองพิสูจน์หลักฐาน จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ตชด.447 บ้านเจาะวา อ.สุไหงปาดี รวมทั้งกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจำนวนหนึ่งรุดเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุและในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินทางไปนั้น ได้รับแจ้งมีเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ขึ้นลูกที่ 2 เวลา 1029 น. ที่บริเวณข้างร้านรับซื้อยางพาราแผ่น เลขที่ 223 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามห่างจากจุดเกิดเหตุแรกประมาณ 40 เมตร โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ 9 ราย

เมื่อถึงที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันนำผู้ได้รับบาดเจ็บลำเลียงส่งรักษาโรงพยาบาลสุไหงปาดีอย่างเร่งด่วน ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากสเก็ตระเบิดที่บริเวณลำตัว แขนและขา ทราบชื่อต่อมาคือ 1. ด.ต.ธวัชชัย เผ่าประดิษฐ์ 2.นายเสริมศักดิ์ สิริไพโรจน์ 3.นายปราโมทย์ สกุลกาญจโชติ 4.นางบอซู อับดุลคานาน 5.นายมูอำหมัดนาเซ อาแซ 6.นายบรรเจิด หวังวรรณกิจ 7.นายอัสรันคาน ฮาบีน 8.นายจรัญ เบญจมิตกุล และ9.ชายไม่ทราบชื่อ

โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบภายในซอนจารุเสถียร 4 พบซากรถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟสีน้ำเงิน ทะเบียน กษฉ-111 นราธิวาส ตกกระจายเกลื่อนพื้นถนน รวมทั้งซากชิ้นส่วนกล่องเหล็กที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิดแสวงเครื่อง หนัก 5 ก.ก.จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งบ้านของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกจุดเกิดเหตุได้รับความเสียหายอีก จำนวน 3 หลัง และจากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่ารถ จยย.คันดังกล่าวเป็นของนางอาอีซะ อาแวหะมะ อยู่บ้านเลขที่ 56 ม.10 ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งเจ้าหน้าที่เตรียมตรวจสอบว่ารถ จยย.คันดังกล่าวแจ้งหายไว้ที่ใด หรือให้ใครยืมไปใช้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบเหตุคาร์บอมบ์จุดที่ 2 พบซากรถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสันบิ๊กเอ็ม สีดำ ทะเบียน บ-4924 จ.ยะลา อยู่ในสภาพพังยับเยิน โดยชิ้นส่วนของรถยนต์กระบะได้ปลิวว่อนไปไกลถึงรัศมี 30 เมตรและได้ไปถูกบ้านชาวบ้านได้รับความเสียหายอีก 2 หลัง เจ้าหน้าที่จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุชาวบ้านพบวัยรุ่น 1 คน ขี่รถ จยย.ที่ซุกระเบิดนำไปจอดไว้ แล้วทำทีเดินไปทำธุระ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวมักมีข้าราชการและชาวบ้านเป็นจำนวนมากเดินพุกพล่าน จนกระทั่งผ่านไปประมาณ 5 นาที จึงเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ ระหว่างนั้น ด.ต.ธวัชชัย ได้เดินทางถึงที่เกิดเหตุ และได้กันชาวบ้านที่ยืนมุงดูอยู่ออกห่างจากรัศมี แต่ก็ได้เกิดระเบิดคาร์บอมบ์ขึ้นมาอีก 1 ลูก ที่บริเวณซอยฝั่งตรงข้าม ทำให้ ด.ต.ธวัชชัย และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ รวม 9 ราย ดังกล่าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวชายต้องสงสัยจำนวน 2 คน ท่าทางมีพิรุธไปสอบสวนที่ สภ.สุไหงปาดี โดยยังไม่เปิดเผยถึงรายละเอียดว่าเป็นกลุ่มคนร้ายที่ลอบก่อเหตุในครั้งนี้หรือไม่.

แหล่งข่าว เดลินิวส์

นาโต้โจมตีเมืองหลวงลิเบียระลอกใหม่

20 พค. 2554 08:59 น.

องค์การสนธิสัญญาป้องกันแแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ได้ใช้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในกรุงทริโปลี ของลิเบียอีก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายโจมตีท่าเรือ ทำให้เกิดไฟไหม้และกลุ่มควันลอยโขมงออกมาจากจุดที่ถูกโจมตี ส่วนในเขตกาบัต อัล กัสร์ ยังคงมีเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันนี้ และในขณะที่นาโต้รื้อฟื้นการโจมตีครั้งล่าสุดนี้ รัฐบาลลิเบีย ระบุว่า ถ้าสหรัฐมีความสนใจที่จะให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง ก็ควรเลิกพึ่งพาข้อมูลจากสื่อมวลชน แล้วหันไปรวบรวมข่าวกรองจากสถานการณ์จริงในลิเบีย
นายมุสซา อิบราฮิม โฆษกรัฐบาลลิเบีย ได้ท้าทายบรรดาผู้นำชาติตะวันตก ให้รับข้อเสนอเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ของพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี่ ที่จะเปิดให้เข้าไปในกรุงทริโปลี เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะลงมือดำเนินการใด ๆ และย้ำว่า ไม่ใช่ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพันเอกกัดดาฟี่จะอยู่หรือไปจากลิเบีย แต่เป็นประชาชนชาวลิเบีย ที่ตัดสินใจอนาคตของพวกเขา
นายอิบราฮิม บอกด้วยว่า พันเอกกัดดาฟีได้เสนอขอถอนกองกำลังออกจากตามเมืองใหญ่ ถ้าฝ่ายกบฎยินยอมจะปฏิบัติตามด้วย อันเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพ และทูตลิเบีย ได้เสนอเรื่องนี้ในระหว่างการพบปะกับบรรดาผู้นำรัสเซียเมื่อวันอังคารด้วย และนับเป็นข้อเสนอที่เรียกได้ว่าไปไกลที่สุดแล้วสำหรับรัฐบาลลิเบีย นับตั้งแต่เมีการประทะกันจากการที่ฝ่ายกบฎต้องการจะโค่นอำนาจรัฐบาลลงให้ได้ และส่วนหนึ่งหนึ่งของข้อตกลง ก็คือ นาโต้จะต้องยุติการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ในลิเบียด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความเห็นออกมาจากฝ่ายกบฎในเมืองเบนกาซีร์ ซึ่งเป็นที่มั่นสำคัญทางตะวันออกของลิเบียแต่อย่างใด

แหล่งข่าว มติชน

โปรดเกล้าฯพล.อ.อ.ชลิตเป็นองคมนตรี

คมชัดลึก : มีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข อดีต ผบ.ทอ. เป็นองคมนตรี แทนนายสันติ ทักราล ที่เสียชีวิต เจ้าตัวปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

โฆษณาโดย Google
คอนโดเดอะนิช โปรฯ ดีๆ
สมาร์ทเลือกได้ ดอกเบี้ย 0% 2ปีครึ่ง หรือ เลือกของแถมจาก 100 รายการ
www.TheNicheCondo.com/T.1775
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งองคมนตรี ตามประกาศ ลงวันที่ 8 เมษายน 2551 แล้วนั้น บัดนี้ ทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งองคมนตรีเพิ่มขึ้น

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 ประกอบมาตรา 13 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2552 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เป็นองคมนตรี
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤษภาคม พุทธศักราช 2554 เป็นปีที่ 66 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ภายหลังได้รับแต่งตั้ง พล.อ.อ.ชลิตระบุว่า รู้สึกดีใจ และปลาบปลื้มปีติที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี หลังจากที่นายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ เลขาธิการคณะองคมนตรี ได้นำพระราชโองการแต่งตั้งไปมอบให้ พล.อ.อ.ชลิต ถึงกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ด้วยความปลาบปลื้มที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้

ทั้งนี้ พล.อ.อ.ชลิตได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรีแทนนายสันติ ทักราล อดีตองคมนตรี และอดีตประธานศาลฎีกา ที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2491 สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนโยธินบูรณะ ปีการศึกษา 2505 จบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 6 โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 13 โรงเรียนนายทหารชั้นผู้บังคับฝูง รุ่นที่ 40 โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 27 วิทยาลัยการทัพอากาศ รุ่นที่ 25 วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 41 ผ่านหลักสูตรครูการบินไอพ่น (PILOT INSTRUCTOR T-38) โดยทุน IMETP ที่ซานอันโตนิโอ มลรัฐเทกซัส สหรัฐอเมริกา

เริ่มรับราชการในตำแหน่งสำคัญทางทหาร คือผู้บังคับการฝูงบิน 231 กองบิน 23, เสนาธิการกองบิน 23, รองผู้บังคับการกองบิน 1, ผู้บังคับการกรมนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ, ผู้ช่วยทูตทหารอากาศไทยประจำกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย, รองเจ้ากรมกำลังพลทหารอากาศ, ผู้บัญชาการกองพลบินที่ 2 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ, เจ้ากรมกำลังพลทหารอากาศ, ผู้บัญชาการโรงเรียนนายเรืออากาศ, ผู้ช่วยเสนาธิการทหารอากาศ ฝ่ายกำลังพล, รองเสนาธิการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการกองบัญชาการยุทธทางอากาศ, ราชองครักษ์เวรในปี 2531 และราชองครักษ์พิเศษในปี 2546

พล.อ.อ.ชลิตถือว่าเป็นนายทหารที่มีความรู้ความสามารถสูงในสายงาน "ยุทธการ" โดยผลงานที่สำคัญ คือเป็นหัวหน้าชุดภารกิจรับคนไทยและชาวต่างประเทศกลับจากกัมพูชา ในปี 2540 เคยดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมมวยปล้ำสมัครเล่นแห่งประเทศไทย นายกสมาคมโดดร่มแห่งประเทศไทย นายกสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนโยธินบูรณะ ประธานคณะกรรมการบริหารชุมนุมนักเรียนนายเรืออากาศ ทั้งเคยได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นการบิน 2,000 ชั่วโมง (เป็นคนแรกของประเทศไทย) ในปี 2528 ขณะดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ฝูงบิน 231 กองบิน 23 จ.อุดรธานี

นอกจากนี้ ยังเป็นนักบินที่ทำการทดสอบเครื่องเอฟ 5 ซี ของ ทอ. ซึ่งมีตัวเดียวในประเทศไทย และจอดเสียอยู่ในโรงซ่อมมากกว่า 5 ปี จากนั้นก็ขับเครื่องบินเป็นเครื่องสุดท้ายของฝูง 103 ย้ายจากกองบิน 1 จากสนามบินดอนเมืองไปไว้ที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา จึงถือว่าเป็นบุคคลที่ทำการบินเครื่องบินรุ่นเอฟ 5 ซี ที่จอดเสียนานที่สุด โดยไม่กลัวอันตราย จนสามารถนำเครื่องบินกลับมารับใช้ชาติได้อีก กระทั่งเครื่องลำดังกล่าวปลดประจำการในเวลาต่อมา

เริ่มทำการบินเอฟ 5 มาตลอด จนได้ชั่วโมงการบินถึง 1,000 ชั่วโมง (เป็นคนที่ 5 ของประเทศไทย) และทำการบินต่อจนครบ 2,000 ชั่วโมง (เป็นคนแรกของประเทศไทย) โดยในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่บินลาดตระเวนในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ และยังเคยผ่านประสบการณ์บินลาดตระเวนชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน จ.ตราด สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว รวมทั้งภารกิจนำเครื่องบินไปทิ้งที่ระเบิดสมรภูมิบ้านร่มเกล้าถึง 3 รอบ ขณะประจำการอยู่กองบิน 23 จ.อุดรธานี

ในเหตุการณ์การรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ.2549 เป็นรองหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) คนที่ 2 ในฐานะเป็นผู้บัญชาการทหารอากาศ และภายหลังเหตุการณ์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดูแลการเปิดใช้สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลการสรรหาสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (กดส.) และในปี พ.ศ.2550 เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เกษียณอายุราชการไป พล.อ.อ.ชลิตจึงรับตำแหน่งเป็นรักษาการประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

แหล่งข่าว คม ชัด ลึก

แจ้งจับพีอาร์หลอกดาราดังซื้อไอโฟน4

คมชัดลึก : ดารา-นักร้องดัง "การ์ตูน" อินทิรา "เชียร์" ฑิฆัมพร "แนนนี่ เกิร์ลลี่เบอร์รี่" โร่แจ้งความโดนพีอาร์มหาภัย ลวงสั่งซื้อไอแพด2-ไอโฟน4 อ้างเพื่อนหิ้วจากนอกราคาถูก รอ 5 เดือนไม่ได้ของ แนะแฟนเพลงอย่าเชื่อคนง่าย-อย่าเห็นแก่ของถูก

โฆษณาโดย Google
คอนโดเดอะนิช โปรฯ ดีๆ
สมาร์ทเลือกได้ ดอกเบี้ย 0% 2ปีครึ่ง หรือ เลือกของแถมจาก 100 รายการ
www.TheNicheCondo.com/T.1775
เหตุดาราชื่อดังสั่งซื้อไอโฟนและไอแพดสุดท้ายโดนเชิดเงินหนีครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 พฤษภาคม น.ส.ภัทรนันท์ ดีรัศมี หรือ แนนนี่ นักร้องดังวงเกิร์ลลี่เบอร์รี่ น.ส.ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หรือเชียร์ และ น.ส.อินทิรา เกตุวรสุนทร หรือการ์ตูน สองนักแสดงชื่อดัง ได้เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.บุญส่ง นามกรณ์ ผู้กำกับการ (ผกก.) สน.ห้วยขวาง และ พ.ต.ท.สมคิด สมบูรณ์ พนักงานสอบสวน สน.ห้วยขวาง อ้างว่าสั่งซื้อไอโฟน 4 และไอแพด 2 จาก น.ส.อรทัย ส่งเสริมรัตน์ อายุประมาณ 25-30 ปี ประชาสัมพันธ์ของบริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้รับสินค้า รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดนับแสนบาท

น.ส.อินทิรา ให้การว่า เธอและน.ส.ฑิฆัมพร อยากซื้อไอโฟน 4 จึงปรึกษาเพื่อนในวงการชื่อบิว จังหวะนั้น น.ส.อรทัย ซึ่งทำงานอยู่ในบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่ น.ส.ภัทรนันท์ แสดง และรู้จักกับบิวเช่นกัน เมื่อ น.ส.อรทัยรู้ว่าพวกเธออยากซื้อไอโฟน 4 จึงเสนอตัวที่จะจัดหาสินค้าให้ในราคาไม่แพง โดยบอกผ่านบิวว่า มีเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศกำลังจะเดินทางกลับมาประเทศไทย สามารถซื้อและนำสินค้าเข้ามาได้ในราคาถูก สองดาราสาวจึงเชื่อใจและโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยของ น.ส.อรทัย คนละ 1.5 หมื่นบาท โดย น.ส.ฑิฆัมพรโอนให้เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วนเธอโอนไปตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2553

"หลังจากนั้นเรานัดรับของกันช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ติดต่อ น.ส.อรทัย ได้รับคำตอบว่าเพื่อนที่จะนำสินค้ามาให้ ยังไม่สามารถเดินทางกลับมาประเทศไทยได้ การ์ตูนจึงรอจนถึงเดือนเมษายน น.ส.อรทัยก็อ้างว่าติดเทศกาลสงกรานต์ จากนั้นก็ผัดผ่อนไปอีกกว่า 10 ครั้ง โดยติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์ตลอดไม่เคยเจอหน้ากันเลย การ์ตูนกับเชียร์จึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้บิวฟังเพื่อปรึกษาว่าจะทำอย่างไร เพราะคิดว่าน่าจะถูกหลอก กระทั่งมารู้ว่า แนนนี่ และกิ๊บซี่ วงเกิร์ลลี่เบอร์รี่ ก็ถูกหลอกด้วย แต่กรณีของแนนนี่และกิ๊บซี่เป็นไอแพด 2 ซึ่ง น.ส.อรทัยคงไม่คิดว่าพวกเราจะรู้จักกัน" น.ส.อินทิรา กล่าว

ด้าน น.ส.ภัทรนันท์ กล่าวว่า น.ส.อรทัย ยื่นข้อเสนอเดียวกับดาราสาวทั้งสองคน อ้างว่าเพื่อนที่อยู่ต่างประเทศกำลังจะเดินทางกลับ สามารถซื้อสินค้าเข้ามาให้ได้ในราคาถูก ด้วยความที่ทำงานในวงการบันเทิงด้วยกันไม่คิดว่าจะถูกหลอก จึงสั่งซื้อไอแพด 2 ราคาเครื่องละ 2.8 หมื่นบาท ตั้งแต่ยังไม่มีวางขายในประเทศไทย นอกจากนี้เพื่อนร่วมวงเกิร์ลลี่เบอร์รี่อย่าง น.ส.วนิดา เติมธนาภรณ์ หรือ กิ๊บซี่ และน้องสาว รวมถึงโปรดิวเซอร์ก็สั่งซื้อไอแพด 2 และไม่ได้รับสินค้าเช่นกัน แรกๆ คิดว่าจะไม่เอาเรื่อง กระทั่งมาทราบภายหลังว่ามีดาราอีกหลายคนถูกหลอกจึงประสานไปยังบริษัทที่ น.ส.อรทัย ทำงาน ทางบริษัทได้ตรวจสอบและให้ น.ส.อรทัยออกจากงานแล้ว ก่อนที่เข้าแจ้งความเพื่อไม่ให้ น.ส.อรทัย ไปกระทำความผิดโดยการหลอกลวงผู้อื่นอีก

"แนนนี่อยากฝากไปถึงเพื่อนๆ และประชาชนว่าอย่าไว้ใจหรือหลงเชื่อใครง่ายๆ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่รู้จักก็ตาม อย่าเห็นแก่สินค้าราคาถูก เพราะจะถูกหลอกได้ง่าย อยากให้ซื้อสินค้าตามศูนย์ที่มีสินค้าและมีการรับประกัน เพราะนอกจากจะไม่ถูกหลอกแล้ว ยังได้สินค้าที่มีคุณภาพด้วย ส่วนเรื่องคดีหาก น.ส.อรทัยนำสินค้า หรือเงินมาคืนให้พวกเราก็พร้อมที่จะไม่เอาเรื่อง" น.ส.ภัทรนันท์กล่าว

ขณะที่ พ.ต.อ.บุญส่งกล่าวว่า หลังจากลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน และรวบรวมหลักฐานทั้งหมด เช่น หลักฐานการโอนเงินและการสั่งซื้อสินค้าต่างๆ จะติดต่อให้ น.ส.อรทัยเดินทางเข้ามาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน หากไม่เดินทางมาจะออกหมายเรียก และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม หาก น.ส.อรทัยสามารถนำสินค้ามามอบให้แก่ผู้เสียหายหรือคืนเงินให้ตามจำนวนที่ผู้เสียหายจ่ายไป คดีนี้สามารถเจรจายอมความกันได้ แต่ถ้า น.ส.อรทัยมีเจตนาที่จะหลอกลวงจะทำการแจ้งข้อหาฉ้อโกงและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

แหล่งข่าว คม ชัด ลึก

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พระสงห์สวดรำลึกผู้เสียชีวิตเหตุการณ์สลายม็อบ ลั่นแกนนำนปช.ลงสมัครส.ส.ไม่ขึ้นปราศรัย

นิมนต์พระ92รูปสวด"เจ๋ง ดอกจิก"ขึ้นปราศรัยเวทีแดง "ณัฐวุฒิ-ธิดา-เหวง"ร่วมฟัง

การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่แยกราชประสงค์ วันที่ 19 พฤษภาคม ที่เป็นการรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุม

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงและโฆษก นปช. ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนเวทีว่า แกนนำกลุ่ม นปช. จะเดินทางมาร่วมการชุมนุมหลังจากนี้ ในส่วนของแกนนำที่ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะมาร่วมชุมนุมด้วย แต่จะมาในฐานะประชาชน และจะไม่มีการขึ้นกล่าวปราศรัยแต่อย่างใด

ขณะที่ทางด้านแกนนำนปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายขวัญชัย ไพรพนาได้เดินทางมาถึงบริเวณที่ชุมนุม พร้อมด้วย นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋งดอกจิก ซึ่งขึ้นปราศรัยบนเวทีด้วย

นอกจากนี้ทางกลุ่มผู้ชุมนุมได้นิมนต์พระสงฆ์ 92 รูปมาสวดหน้าเวทีเพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิต

ผู้ประกอบการราชประสงค์โอด "แดง"ชุมนุมสูญเงินแล้ว 7 ล้าน

นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบการวิสาหกิจย่านราชประสงค์ กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันนี้(19พ.ค.) ว่า ต้องรอประเมินสถานการณ์ก่อนว่า เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน และภาคเอกชนต้องปรับแผนรับมืออย่างไรบ้าง เบื้องต้น มีคำสั่งให้พนักงานห้าง และร้านค้าต่างๆ เลิกงานก่อน 16.00 น. ก่อนจะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อความสะดวกในการเดินทางกลับ ขณะที่บริษัทบางแห่งแจ้งให้พนักงานเลิกงานครึ่งวัน ส่วนผลกระทบที่ได้รับขณะนี้พบว่า ลูกค้ายกเลิกเข้าพักตามโรงแรมรอบแยกราชประสงค์ 1,100 ห้อง มูลค่าความเสียหาย 5,180,000 บาท และมีการขอยกเลิกการจัดงาน คิดเป็นความเสียหายอีก 1,740,000 บาท รวมความเสียหาย วงเงิน 7,000,000 บาท

แดงทยอยชุมนุมแยกราชประสงค์ จราจรติดขัด ปิดถนนหน้าเซ็นทรัลด์เวิลด์ถึงแยกประตูน้ำ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เริ่มทยอยเข้าตั้งเวทีที่แยกราชประสงค์ เพื่อจัดการชุมนุมเนื่องในโอกาสรบรอบ 1 ปีของการสลายชุมนุมแล้ว ส่งผลให้การจราจรโดยรอบเริ่มติดขัด ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องปิดการจราจร ถ.ราชดำริ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์จาก แยกราชประสงค์ ถึงแยกประตูน้ำทั้งสองด้านแล้ว
แหล่งข่าว มติชน

สธ.เตือนระวังโรคปอดบวมหน้าฝน ปีนี้ป่วยแล้วกว่า 50,000 คน ตาย 325 คน

สธ.เตือนระวังโรคปอดบวมหน้าฝน ปีนี้ป่วยแล้วกว่า 50,000 คน ตาย 325 คน

สธ.19 พ.ค.- ก.สาธารณสุข เตือนผู้สูงอายุและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ระวังเป็นโรคปอดบวมในช่วงฤดูฝน หากป่วยเป็นไข้หวัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ยังมีไข้สูง ไอ หายใจหอบ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที ปี 2554 นี้พบผู้ป่วยแล้วกว่า 50,000 คน เสียชีวิต 325 คน

นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากสภาพที่มีฝนตกชุก ในช่วงนี้ อากาศมีความชื้นสูง อาจทำให้คนที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ที่น่าห่วงก็คือโรคปอดบวม ซึ่งโรคนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของโรคติดเชื้อทั้งหมด มักพบผู้ป่วยมากในช่วงฤดูฝน พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุและเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา ในปี 2553 ทั่วประเทศมีผู้ป่วยโรคปอดบวม จำนวน 166,459 คน เสียชีวิต 1,114 คน ส่วนในปี 2554 ตั้งแต่ 1 มกราคม - 9 พฤษภาคม 2554 พบผู้ป่วยแล้ว 54,705 คน มากสุดเป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีร้อยละ 40 รองลงมากลุ่มอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป ร้อยละ 29 และมีผู้เสียชีวิต 325 คน

สำหรับโรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง สาเหตุเกิดจากการติดเชื้อได้หลายชนิด เช่นแบคทีเรียและเชื้อไวรัส โดยปอดบวมที่เกิดจากเชื้อไวรัส มักจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ส่วนปอดบวมที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่พบบ่อยคือเชื้อสเตรปโตคอคคัส นิวโมเนอี (Streptococcus pneumoniae) และฮีโมฟิลัส อินฟลูเอ็นซาอี (Haemophilus influenzae ) ผู้ป่วยจะมีอาการ ไข้สูง ไอมาก เจ็บหน้าอก หายใจหอบ มีเสมหะมาก มักจะเกิดตามหลังโรคไข้หวัด 2-3 วัน ส่วนในเด็กเล็ก ๆ อาจจะมีอาการไอเพียงเล็กน้อย ส่วนมากเด็กมักจะมีอาการตัวร้อนจัด หายใจหอบจนซี่โครงบุ๋ม และมักจะมีประวัติเป็นหวัดหรือไข้หวัดมาก่อน ถ้าเด็กมีอาการตัวเขียวและอ่อนเปลี้ยมาก ควรที่จะพาเด็กไปหาหมอโดยเร็ว หากรักษาช้า หรือได้รับยาไม่ถูกต้อง อาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หนองในเยื่อหุ้มปอด ปอดแฟบ ฝีในปอด ที่สำคัญการเสียชีวิตส่วนหนึ่งมาจากการได้รับการรักษาไม่ทันท่วงที

นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า การป้องกันไม่ให้ป่วยด้วยโรคปอดบวม ต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าหลายชั้นให้ร่างกายอบอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีและใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย ถ้าเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่คนแออัด หมั่นล้างมือให้สะอาดภายหลังสัมผัสสิ่งของหรือผู้ป่วย โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ .-สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย

อริสุดโหด ไล่ฆ่าหนุ่มโรงงานทิ้งริมถนน

อริสุดโหด ไล่ฆ่าหนุ่มโรงงานทิ้งริมถนน

อริสุดโหด ไล่ฆ่าหนุ่มโรงงานทิ้งริมถนน พาพวกดักก่อนไล่ล่า คนตายหนีไม่รอด รถเสียหลักล้ม ถูกฟันซ้ำตายอนาถ

วันนี้(18พ.ค.)พ.ต.ท.ปรีชาวุฒิ ชาญยุทธนา สว.ส สภ.เมืองปราจีนบุรี รับแจ้งมีเหตุผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บที่บริเวณถนนสายสุวรรณศร หมู่ 11 ต.บ้านพระ อ.เมือง จึงรุดไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.ท.บุญสม จิตรนิยมแสน รอง ผกก.ป. แพทย์เวรโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ และหน่วยกู้ภัยสว่างบำเพ็ญธรรมสถานปราจีนบุรี ที่เกิดเหตุพบศพ นายป๊อป(นามสมมุติ) อายุ 17 ปี มีบาดแผลถูกฟันด้วยของมีคมที่บริเวณใบหน้าและลำตัว และมีผู้บาดเจ็บไม่ทราบชื่อ จำนวน 1 ราย ทางหน่วยกู้ภัยได้นำส่งร.พ. จากการตรวจที่เกิดเหตุพบรถจยย.ยามาฮ่า ฟีโน่ สีขาว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ล้มคว่ำอยู่ สอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้ตาย เป็นพนักงานของบริษัท ผลิตอาหารกระป๋อง หลังเลิก ได้ขี่จยย.เพื่อเดินทางกลับบ้านพัก แต่พบกับกลุ่มของนายกฤษฎา ราศรี ซึ่งเป็นคู่อริกัน ได้มาดักรออยู่ ผู้ตายเห็นท่าไม่ดีจึงได้ขับรถหนี เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถของผู้ตาย เสียหลักพุ่งเข้าชนต้นสะเดาใหญ่ริมถนนอย่างแรง เป็นเหตุให้รถพลิกคว่ำ ทางกลุ่มของนายกฤษฎาจึงใช้อาวุธมีดฟันซ้ำจนเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะได้ติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป.



ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เตือน ! อีก 2 เดือน พ่อแม่ต้องเอาลูก 7 ขวบ ป. 1 ไปทำบัตรประชาชนให้เรียบร้อย เสียดี ๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 11 พ.ค. 2554 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ พระราชบัญญัติ บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2554 โดยกฎหมายฉบับนี้ จะมีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนดหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ 9 กรกฎาคม 2554 )

สาระสำคัญของกฎหมายคือ การกำหนดให้ ผู้มีสัญชาติไทยซึ่งมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ และมีชื่อในทะเบียนบ้านต้องมีบัตรตามที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้

ทั้งนี้ บัตรให้ใช้ได้นับแต่วันออกบัตรและมีอายุแปดปีนับแต่วันเกิดของผู้ถือบัตรที่ถึงกำหนดภายหลังจากวันออกบัตร

บัตรที่ยังไม่หมดอายุในวันที่ผู้ถือบัตรมีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์ ให้ใช้บัตรนั้นต่อไปได้ตลอดชีวิต

สำหรับ อัตราค่าธรรมเนียม
(1) การออกบัตร ฉบับละ 100 บาท
(2) การออกใบแทนใบรับ ฉบับละ 10 บาท
(3) การขอคัดและรับรองสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับบัตร ฉบับละ 10 บาท

ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์" รายงานว่า เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้ผู้มีสัญชาติไทย ทุกคนต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนไว้ใช้แสดงตนเพื่อประโยชน์ในการเข้ารับบริการสาธารณะของรัฐ จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการการออกบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้สอดคล้องกับการที่รัฐจะนำ เทคโนโลยีมาใช้ในการบริการประชาชนในด้านต่าง ๆ ผ่านทางบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อประโยชน์ของผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชน


แหล่ง มติชน

17จว.ผลักดันรถไฟความเร็วสูง



ผลักดัน- คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือจัดประชุมหอ การค้า 17 จังหวัดภาคเหนือที่ จ.พิษณุโลก โดยที่ประชุมเห็นควรเสนอรัฐบาลใหม่ให้ผลักดันโครงการรถไฟ ความเร็วสูงสู่ภาคเหนือ เมื่อวันก่อน

พิษณุโลก - นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ หอการค้าไทย เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารหอการค้า 17 จังหวัดภาคเหนือ ว่าที่ผู้สมัครส.ส. นักวิชาการ หัวหน้าส่วนราชการ ประธานสภาอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น และนำเสนอเรื่องการขับเคลื่อนรถไฟความเร็วสูงสู่ภาคเหนือ ทั้งนี้ เนื่องจากหอการค้าทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือ มองเห็นตรงกันว่ารถไฟความเร็วสูงเป็นนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค

นายวิโรจน์ กล่าวว่า จากการประชุมระดมความคิดเห็นจากประธานหอการค้า 17 จังหวัดภาคเหนือ ทุกหอการค้าเห็นด้วยที่จะให้เกิดรถไฟความเร็วสูงในพื้นที่ภาคเหนือ เนื่องจากเศรษฐกิจพัฒนาใช้รถไฟอย่างรวดเร็ว เป็นความต้องการอย่างยิ่งของภาคเอกชน ถ้าเกิดรถไฟความเร็วสูงไม่ได้ตอบสนองเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่จะเป็นการแก้ไขภาคสังคม จากการใช้รถยนต์ทำให้เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งระบบรถไฟความเร็วสูงจะช่วยลดต้นทุนทางด้านการขนส่งได้เป็นอย่างดี ส่วนการผลักดันเรื่องรถไฟรางคู่ที่ประชุมเห็นว่าจากแผนการพัฒนาจะใช้เวลาอีก 20 ปี ซึ่งนานเกินไป จึงได้เสนอให้รัฐบาลร่นระยะทางของแผนลงมาอย่างน้อย 10 ปี และจะเสนอไปยังพรรคการเมืองทุกพรรคและรัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญและเร่งรัดการดำเนินการโครงการนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ทั้งรถไฟรางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากเป็นโครงการที่เป็นความหวังของประชาชนทางภาคเหนือทั้งหมด


หน้า 29 แหล่งข่าว ข่าวสด

ผบ.ทร.ประธานวางศิลาฤกษ์ราชานุสาวรีย์

พล.ร.ต.พงศ์สรร ถวิลประวัติ ผอ.อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ พระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตามที่กองทัพเรือ ได้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือ สมเด็จ พระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อเฉลิม พระเกียรติคุณให้แผ่ไพศาล ตลอดจนให้กำลังพลของกองทัพเรือ และปวงชนชาวไทยได้สักการบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งกองทัพเรือได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ ด้วยฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ พระอิริยาบถทรงยืนขนาดความสูง 3.90 เมตร สร้างด้วยโลหะสัมฤทธิ์ สีเม็ดมะขามรมดำ พร้อมด้วยพระรูปจำลอง ขนาดความสูง 99 เซนติเมตร จำนวน 1 องค์ เพื่อประดิษฐานบนฐานแท่นด้านหน้าพระราชานุสาวรีย์ ให้ผู้มาสักการะได้ปิดทอง และจัดสร้างพระรูปจำลองตามรูปแบบพระราชานุสาวรีย์ ขนาดความสูง 12 นิ้ว พร้อมเหรียญพระฉายาลักษณ์ เพื่อมอบให้แก่ผู้บริจาคสมทบทุนการก่อ สร้างในครั้งนี้ด้วย

การจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกในครั้งนี้ จะมีพิธีมังคลาภิเษกพระรูปจำลอง และเหรียญพระฉายาลักษณ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กทม. ในช่วงเดือน มิถุนายน 2554 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพระราชานุสาวรีย์ ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี วันที่ 25 กรกฎาคม 2554 พร้อมกับขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนจัดสร้างพระราชานุสาวรีย์ จอมพลเรือ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ที่ร่วมบริจาคสมทบทุนตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไปจะได้รับพระรูปจำลอง ขนาด 12 นิ้ว 1 องค์ จากที่จัดสร้างขึ้น จำนวน 984 องค์

นอกจากนี้ยังได้จัดสร้างเหรียญที่ระลึก ขนาด 3.5 เซนติ เมตร เนื้อเงิน จำนวน 84 เหรียญ ราคาเหรียญละ 1,999 บาท และเหรียญเนื้อทองแดงรมดำพ่นทราย จัดสร้าง จำนวน 984 เหรียญ ราคาเหรียญละ 299 บาท ให้ประชาชนได้เช่าบูชา

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แผนกกิจการพลเรือน กองกำลังพล กองบังคับการ กรมอู่ทหารเรือ โทร.0-2475-4185 ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


หน้า 31 แหล่งข่าว ข่าวสด

'อสมท'เปิดเรียนรู้วิถีธรรม ตามรอยท่านพุทธทาสภิกขุ



บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จัดโครง การเรียนรู้วิถีธรรมตามรอยท่านพุทธทาส ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากปี 2553 เป้าหมายเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้เรียน รู้และสัมผัสหลักธรรมทางพุทธศาสนาโดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการ เผยแพร่

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ทาง บมจ.อสมท ต้อง การเพิ่มมิติเชิงลึกของการเรียนรู้ ดังนั้น นอกจาก การเยือนวัดธารน้ำไหล หรือที่รู้จักกันดีในนาม 'สวนโมกขพลาราม' ซึ่งตั้งอยู่ที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรำลึกถึง ท่านพุทธทาส อินทปัญโญ (พระธรรมโกศาจารย์) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสวนโมกข์

สมถวิล จรรยาวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เล่าถึงความเป็นมาของโครงการนี้ว่าเนื่องจาก อสมท เป็นองค์กรสื่อที่ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยผ่านทางกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร และหนึ่งในนั้นก็คือกิจกรรมเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ทางด้านศาสนา (นอกเหนือไปจากด้านการศึกษาและด้านสังคม) ซึ่งอสมท ได้ทำหน้าที่ในการเป็นสื่อเผยแพร่หลักธรรมทางพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งตรงธรรมะสู่ประชาชน ให้ได้ทั้งสาระ ความรู้ และแง่คิดดีๆ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต



ในการเรียนรู้หลักธรรมตามรอยท่านพุทธทาส โดยในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การอบรมคุณธรรม 4 ประการ (หรือ ภาวนา 4) ซึ่งได้แก่ กายภาวนา คือการฝึกใช้ชีวิตเรียบง่าย แข็งแรง และเป็นประโยชน์ ศีลภาวนา คือการอบรมศีลให้บริสุทธิ์ ถือศีล 5 เป็นอย่างน้อย สมถะภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิ โดยการปฏิบัติ อานาปานสติ ทั้งด้วยการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม ฯลฯ และวิปัสสนาภาวนา คือ การอบรม จิตใจให้เกิดปัญญามองสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงตามหลักไตรลักษณ์ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา

สำหรับแนวทางที่ท่านพุทธทาสให้ไว้สำหรับผู้ปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์ คือ "เป็นอยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูง เป็นอยู่อย่างง่าย กระทำอย่างยาก และใกล้ชิดธรรมชาติ เพื่อศึกษารอบรู้ธรรมชาติ มุ่งให้เกิดการพัฒนาชีวิตทั้ง 3 ด้าน คือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือที่รู้จักกันว่า ไตรสิกขา"

หลังจากซึมซับหลักธรรมคำสอนตามแนว ทางท่านพุทธทาส ที่สวนโมกขพลารามแล้ว เรามุ่งหน้าสู่ ทีปภาวันธรรมสถาน คือสถานที่ในการตามรอยท่านพระพุทธทาสที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น 'สวนโมกข์น้อย บนเกาะสมุย' ทีปภาวันธรรมสถาน เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ตั้งอยู่บนเขา เกาะสมุย



สร้างขึ้นจากดำริ ท่านอาจารย์โพธิ์ จันทสโร เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) และด้วยความร่วมมือร่วมใจจากชาวสมุย

ท่านอาจารย์โพธิ์ จันทสโร หรือ พระภาวนาโพธิคุณ พื้นเพเป็นชาวเกาะสมุย ท่านเป็นผู้รับใช้สนองงานท่านอาจารย์พุทธทาสนานถึง 30 ปี ได้สืบสานงานด้านพระพุทธศาสนาสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน และมีการก่อตั้งทีปภาวันธรรมสถาน เพื่อสืบสานปณิธาน 3 ประการ คือ การเข้าถึงหัวใจของศาสนา การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา และการออกมาเสียจากอำนาจวัตถุ นิยม

ท่านอาจารย์โพธิ์กล่าวว่า "เกาะสมุย สถานที่ท่องเที่ยวสวยงามติดอันดับโลก นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาสัมผัสความงามกันอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีมิติความงดงาม สงบ ของธรรมชาติ ที่เป็นพื้นที่ธรรม หรือ Holy Island ที่พร้อมเผยแผ่คำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าและแนวทางปฏิบัติของท่านอาจารย์พุทธทาสให้แก่ประชาชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้รับรู้"

ทีปภาวันธรรมสถาน มีแนวปฏิบัติที่เรียกว่า อบรมการภาวนา ซึ่งหมายถึง การอบรมคุณธรรม 4 ประการ คือ การภาวนา อบรมร่างกายให้มีความอดทน กินอยู่เรียบง่าย ศีลภาวนา อบรมศีลให้ถือศีล 5 เป็นอย่างน้อย จิตตภาวนา หรือ สมถภาวนา คือการอบรมจิตให้สงบเป็นสมาธิ โดยเน้นปฏิบัติอานาปานสติภาวนา และ ปัญญาภาวนา หรือวิปัสสนาภาวนา การอบรมจิตให้เกิดปัญญา มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง

ทีปภาวันธรรมสถานจัดอบรม "อานาปานสติภาวนา" สำหรับคนไทย วันที่ 12-27 ของทุกเดือน และวันที่ 21-27 ของทุกเดือนสำหรับชาวต่างชาติ โดยมีท่านอาจารย์โพธิ์เป็นผู้สอนและร่วมภาวนา

การมาเยือนเกาะสมุยครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของคนวงการสื่อสารมวลชน ที่ร่วมกันปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา ด้วยการฝึกเจริญสติ เป็นก้าวเล็กๆ ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ หากตั้งใจและสมัครใจที่จะทำ

ดอกผลที่ได้ย่อมเป็นความสงบร่มเย็นที่เกิดขึ้นในจิตใจตนเอง


หน้า 32 แหล่งข่าว ข่าวสด

เปิดประวัติ'หลวงปู่ภู' อาคม71ปี-พระเครื่องขลัง (1)

เปิดประวัติ'หลวงปู่ภู' อาคม71ปี-พระเครื่องขลัง (1)

คอลัมน์ มุมพระเก่า
อภิญญา



เดือนมีนาคมของทุกปีมีงานประจำปีที่โด่งดังของเมืองกรุง ซึ่งรู้จักกันอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่คนไทยและต่างชาตินั่นคือ งานนมัส การพระบรมสารีริกธาตุ ปิดทองหลวงพ่อโต วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

สุดยอดงานวัดที่จัดกันมาอย่างยาวนานปีละ 10 วัน 10 คืน

ทั้งนี้ หากเอ่ยถึง "พระยืนอุ้มบาตร" องค์ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ย่อมต้องนึกถึง

"พระศรีอริยเมตไตรย" หรือ "หลวงพ่อโต" ซึ่งประดิษ ฐานเด่นเป็นสง่าอยู่ ณ วัดอินทรวิหาร สมเด็จพระพุฒา จารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง โฆสิตาราม เป็นผู้ริเริ่มก่อ สร้างขึ้น แต่ดำเนินการไปได้เพียงครึ่งองค์ ท่านก็สิ้นชีพิ ตักษัยเสียก่อน ผู้ที่มาสานต่อการก่อสร้างก็คือ "พระครูธรรมานุกุล" หรือ "หลวงปู่ภู จันทสโร" เจ้าอาวาสวัดอินทร วิหาร พระเกจิอาจารย์เลื่องชื่อองค์หนึ่งในยุคนั้น

เป็นศิษย์เอกผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)

ที่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาต่างๆ มามิใช่น้อย!!!

พระเครื่องและวัตถุมงคลที่หลวงปู่ภูสร้างไว้มีหลายแบบด้วยกัน เช่น พระเนื้อผง มีพิมพ์แซยิด แขนหักศอก-แขนกลมใหญ่-พิมพ์แปดชั้น, พิมพ์เจ็ดชั้นหูติ่ง, พิมพ์ฐานแซม, พิมพ์ห้าเหลี่ยมขัดสมาธิเพชร, พิมพ์สังกัจจายน์, พิมพ์ไสยาสน์, พิมพ์พระปิดตา เป็นต้น

เหรียญฉลองอายุ 100 ปี หลังยันต์แถวเดียว พ.ศ.2473 หรือ "เหรียญแซยิด" เป็นเหรียญรุ่นเดียวที่สร้างเป็นรูปเหมือนของท่าน นอกจากนี้ ยังมีเหรียญเสมาใหญ่ พระศรีอริยเมตไตรย (หลวงพ่อโต)

ประเภทเครื่องรางมีตะกรุด, ผ้ายันต์, ยันต์ธงนกคุ้มกันไฟ และไม้เท้าครู ซึ่งหายากมาก เพราะสร้างน้อยมาก แจกให้เฉพาะศิษย์ใกล้ชิดเท่านั้น กล่าวกันว่าท่านสร้างพระเครื่องตอนมาอยู่วัดอินทรวิหาร โดยจัดสร้างหลังจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆังฯ และหลวงปู่ใหญ่ได้มรณภาพแล้วในปีพ.ศ.2515 เนื่องจากมีความสำนึกในจิตใจว่าจะไม่ทำอะไรแข่งกับครูบาอาจารย์

บรรดาพระเครื่องและเครื่องรางที่ท่านสร้างขึ้นล้วนมีคุณวิเศษ มีผู้ใช้ติดตัวเคยได้รับอุบัติเหตุ มีประสบการณ์จนเป็นที่ยอมรับในพุทธคุณรอบด้าน ไม่ว่าจะแคล้วคลาด ปลอดภัย เมตตามหานิยม

ปัจจุบันยังเป็นที่เสาะแสวงหา และมีราคาค่านิยมไม่เคยตก เช่นเดียวกับ ความเคารพศรัทธาในองค์ท่านที่ไม่เคยเสื่อมคลาย

แม้ท่านจะล่วงลับไปกว่า 70 ปีแล้วก็ตาม

หลวงปู่ภู เกิดที่หมู่บ้านวังหิน อ.เมือง จ.ตาก ตรงกับปีขาล พ.ศ.2373 บิดาชื่อ นายคง มารดาชื่อ นางอยู่ พออายุ 9 ขวบ ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดท่าคอย ศึกษาเล่าเรียนอักขรสมัย (ภาษาขอม) และหนังสือไทยกับท่านอาจารย์วัดท่าแค

กระทั่งอายุ 21 ปี เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดท่าคอย มีพระอาจารย์อ้น เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์คำ วัดท่าแค เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์มา วัด น้ำหัด เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายานามว่า "จันทสโร"


หน้า 31แหล่งข่ว ข่าวสด

ตำนานพระเจ้าตากสิน

ตำนานพระเจ้าตากสิน

เก็บเรื่องมาเล่า
ชนา ชลาศัย



ผลงานใหม่ของทันต แพทย์สม สุจีรา (สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ) เรียบเรียงตำนานพระเจ้ากรุงธนบุรีในมุมด้านจิตวิเคราะห์ ตั้งแต่เกิด จนถึงช่วงสำคัญๆ เช่น กู้ชาติ สถาปนากรุงธนบุรี จนถึงวันสวรรคต

พระเจ้าตากสินถูกสำเร็จโทษจริงหรือไม่? ยังเป็นข้อสำคัญในหนังสือทุกเล่ม


ทันตแพทย์สมวิเคราะห์อย่างไร? ลองอ่าน

ในสมัยนั้นผู้คนส่วนใหญ่จะไม่มีโอกาสเห็นพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว ทำให้ยุคนั้นไม่มีใครรู้ว่าพระเจ้าตากสินสวรรคตจริงหรือไม่ หรือทรงผนวชและลงเรือเสด็จฯ ไปประทับอยู่ในถ้ำวัดเขาขุนพนม ตามตำนานชาวเมืองนครศรีธรรมราช เพราะแม้จะมีพิธีสำเร็จโทษจริง แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าใช่พระเจ้าตากองค์จริง

หากจะวิเคราะห์อีกทาง สมเด็จพระเจ้าตากอาจจะถูกสำเร็จโทษ แต่ก็คงจะเป็นไปตามพระราชประสงค์ของพระองค์เอง ที่ต้องการให้ชาติบ้านเมืองมั่นคงสถาพร หาใช่การถูกแย่งชิงพระราชอำนาจไม่

ทั้งอาจเป็นไปได้ที่พระองค์ทรงแสร้งแสดงว่าสติปัญญาและพระปรีชาสามารถลดน้อยลงเพื่อจะทรงปลีกตัวออกจากเรื่องทางโลก

"การสละราชสมบัติ อำนาจ ทรัพย์สินศฤงคาร นางสนม ฯลฯ ของสมเด็จ พระเจ้าตากสิน อาจจะดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อสำหรับ ผู้ที่ยังมีโลภะ ราคะ โทสะ และโมหะ

แต่สำหรับผู้มีบุญญาธิการและพร้อมจะถึงซึ่งโลกุตรธรรมแล้ว การกระทำเช่นนี้หาได้เป็นเรื่องเกินเลยไม่ ดังเช่นที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงยอมขัดพระทัยพระราชบิดา ตัดขาดจากราชวงศ์ และละทิ้งตำแหน่งพระมหาจักรพรรดิอันยิ่งใหญ่ของอินเดียมาแล้ว ด้วยมีพระประสงค์เดียวกันคือ ต้องการหลุดพ้นจากทางแห่งโลกียะอันแสนจะวุ่นวายนี้"

มีคนเขียนตำนานพระเจ้าตากสินไว้มากมาย เล่มนี้น่าจะทำให้ซาบซึ้งยิ่งขึ้น เพราะเป็นการพูดถึงในฐานะมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ


หน้า 27แหล่งข่าว ข่าวสด

วัดบ้านไร่โต้ข่าวพ่อคูณมรณภาพ

เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่หอพักผู้ป่วยพิเศษ 9821 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.พ.มหาราช นครราชสีมา จ.นครราชสีมา สถานที่พักรักษาอาการอาพาธของพระเทพวิทยาคม หรือหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด บรรยากาศในวันนี้มีบรรดาสานุศิษย์เกจิดังภาคอีสาน ทยอยเดินทางมาสอบถามถึงกระแสข่าวที่ว่าองค์หลวงพ่อละสังขารแล้ว กับเจ้าหน้าที่บริเวณหน้าหอพักผู้ป่วยพิเศษอย่างต่อเนื่องว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าข่าวลือดังกล่าว มักเกิดขึ้นในช่วงวันออกสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นประจำ โดยงวดนี้เซียนหวยต่างกะเก็งเลขห้องพัก 9821 ตลอดจนอายุของหลวงพ่อ คือ 88 89 ซึ่งก็ไม่ถูกตามที่คาดหวังไว้

พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ปธ.กรรมการมูลนิธิวัดบ้านไร่ เปิดเผยว่า อาการของหลวงพ่อคูณขณะนี้อยู่ในเกณฑ์ดี สามารถจดจำลูกศิษย์ได้ทุกคน ส่วนตัวเชื่อว่าข่าวลือดังกล่าว ถือเป็นการต่ออายุให้องค์หลวงพ่อมีอายุยืนยาวขึ้น ศิษยานุศิษย์ทุกคนเชื่อมั่นว่า จากการถวายการรักษาของคณะแพทย์ หลวงพ่อจะหายเป็นปกติและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นตามลำดับอย่างแน่นอน เวลานี้จึงไม่จำเป็นต้องย้ายองค์หลวงพ่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลอื่น

"ทุกวันคณะอาจารย์แพทย์จากร.พ.ศิริราช ร.พ.รามาธิบดี จะติดต่อประสานงานวางแผนการรักษาร่วมกับคณะแพทย์ร.พ.มหาราชฯ อย่างใกล้ชิด ขอให้ศิษยานุศิษย์อย่าได้วิตกกังวลกับข่าวลือไม่สร้างสรรค์ ซึ่งเกิดขึ้นมานับร้อยครั้งแล้ว ผมขอยืนยันว่าหลวงพ่อคูณ มีสุขภาพที่แข็งแรงต่อสู้กับอาการอาพาธได้ ขณะเดียวกันก็ได้ปรับปรุงกุฏิของหลวงพ่อ เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก และปลอดเชื้อโรค เมื่อถึงเวลาที่คณะแพทย์อนุญาตให้กลับไปจำวัดได้" พล.ต.ต. มหัคฆพันธ์ กล่าว


หน้า 14 แหล่งข่าาว ข่าวสด

“สาวซีวิคซิ่ง”งานเข้าพบโทร.มือถือขับรถ

“สาวซีวิคซิ่ง”งานเข้าพบโทร.มือถือขับรถ

สาวซีวิคซิ่งชนรถตู้งานเข้า "อัยการ"เล็งแจ้งข้อหาเพิ่ม ใช้มือถือขณะขับรถ รับผลสอบประเด็นรถตู้แล้ว

วันนี้ (18 พ.ค.) นายสุภัค สิทธิวนิช อัยการพิเศษฝ่ายคดีเยาวชนและครอบครัว 1 กล่าวถึง ความคืบหน้าการพิจารณาคดีที่ น.ส.พิม( นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ขับรถยนต์ฮอนด้าซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสารบนทางด่วนโทลล์เวย์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 9 ศพ เมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค.53 ว่า ขณะนี้ได้รับผลการสอบสวนเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวน ตามที่ผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรมเข้ามาเกี่ยวกับประเด็นคนขับรถตู้ขับรถโดยประมาทหรือไม่ว่า พนักงานสอบสวนได้ทำแผนผังแบบจำลองเส้นทางเดินรถมาให้ทางอัยการพิจารณาประกอบด้วย

ขณะเดียวกันยังมีการสอบเพิ่มเติมประเด็นการใช้โทรศัพท์ของผู้ต้องหา ซึ่งพบว่า มีการใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับรถยนต์อีก ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของคณะทำงานอัยการ หากผู้ต้องหามีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์อัยการต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบเพื่อดำเนินการเรียกผู้ต้องหามาแจ้งข้อหาเพิ่ม และถ้าผู้ต้องหารับสารภาพก็สามารถเปรียบเทียบปรับได้ตามกฎหมาย แต่หากแจ้งข้อหาแล้วผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธพนักงานสอบสวนก็ต้องสรุปสำนวนในข้อหานี้เพิ่มส่งให้อัยการพิจารณาด้วย .




ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

กรมควบคุมโรคเตือนระวังโรงเรียน-ศูนย์เด็กเล็กระวังโรคมือเท้าปาก

กรมควบคุมโรคเตือนระวังโรงเรียน-ศูนย์เด็กเล็กระวังโรคมือเท้าปาก

สธ.18 พ.ค. - นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวเตือนศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนร่วมเฝ้าระวังโรคมือเท้าปาก เนื่องจากมักพบการระบาดในช่วงเปิดภาคเรียน ที่เป็นการรวมตัวกันอย่างแออัด และหนาแน่ของเด็ก โรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อเอ็นเทอโรไวรัส ที่ติดต่อจากสารคัดหลั่ง ทั้งน้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระ ประกอบช่วงนี้มักมีฝนตกชุก จึงอาจทำให้เชื้อไวรัสเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม ได้ประสานสาธารณสุขจังหวัดหารือกับสถานศึกษาป้องกันเฝ้าระวัง ทั้งการแยกเด็กป่วย การหมั่นทำความสะอาด ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดสิ่งของต่างๆ และดูแลสุขาภิบาลในสถานศึกษาให้ดี

สำหรับอาการของเด็กที่ป่วยโรคมือเท้าปาก มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีอาการไข้สูง 1-3 วัน มีตุ่มน้ำใส ที่มือ เท้า ปาก และสามารถหายได้ภายใน 7 วัน แต่ไม่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ หากมีโรคแทรกซ้อน โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม- 30 เมษายนที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 900 คน แต่ยังไม่พบผู้เสียชีวิต และหากเปรียบเทียบอัตราการป่วยในปีที่ผ่านมา ยังไม่ถือว่ามีจำนวนสูงกว่าปกติ แต่ก็ควรมีการเฝ้าระวังป้องกันโรค.- สำนักข่าวไทย



ที่มา : สำนักข่าวไทย